วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

                           เทคโนโลยี web 1.0-2.0-3.0
http://www.anantasook.com/web-technology-future-internet-web3-0/web3-0/

WEB 1.0 

https://www.google.com/search?q=web+1.0&client=ms-android-samsung&biw=360&bih=592&tbm=isch&tbo=u&source=univ&sa=X&ei=hvXIVJGgMoG2mQXl8YDABQ&ved=0CCoQ7Ak#imgrc=Lw2aEMy_hZb9NM%253A%3BN1drS_U9NZqduM%3Bhttp%253A%252F%252Ftiposde.info%252Fwp-content%252Fuploads%252F2014%252F02%252FTipos-de-Internet-Web-1.0.jpg%3Bhttps%253A%252F%252Fsites.google.com%252Fsite%252Fvdnovenoabcd%3B300%3B242 

คือเว็บในยุคเริ่มต้นและยังคงมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน มักมีรูปแบบไฟล์เป็นนามสกุล .htm และ .html ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารในแบบสื่อสารทางเดียว เจ้าของเว็บไซต์หรือผู้ส่งสารจะเป็นผู้กำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด และต้องมีความรู้พื้นฐานการทำเว็บและยากที่จะแบ่งปันส่งต่อเนื้อหาออกไป ผู้ใช้หรือผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถโต้ตอบได้
ลักษณะ web 1.0
ลักษณะของการสื่อสารทิศทางเดียวเช่นนี้ในทางเทคโนโลยีเว็บ เราเรียกว่า Static Webpage ซึ่งก็คือเว็บที่มีข้อมูลฉาบอยู่บนหน้าเว็บเท่านั้น โดยข้อมูลจะเป็นลักษณะของตัวอักษร (Text) รูปภาพ (Picture) ภาพเคลื่อนไหว (Motion Picture) สื่อมัลติมีเดีย (Multi-Media) เสียง (Sound/Voice) หรือคลื่นสัญญาณต่างๆ ในลักษณะของการเผยแพร่เท่านั้น ไม่มีการรับการสนองตอบจากผู้บริโภคได้
ตัวอย่าง web 1.o
www.doubleclick.com

WEB 2.0 

https://www.google.com/search?q=web2.0&client=ms-android-samsung&biw=360&bih=592&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ei=w_bIVLv4HaLbmgWrn4GwBQ&ved=0CAYQ_AUoAQ&dpr=2#imgrc=-rfE2fNliVBFWM%253A%3BpShvH1o1Wg_LDM%3Bhttps%253A%252F%252F5gymtrik.files.wordpress.com%252F2012%252F04%252Fweb20bt8.png%3Bhttps%253A%252F%252F5gymtrik.wordpress.com%252F%2525CE%2525B5%2525CF%252580%2525CE%2525B9%2525CE%2525BC%2525CE%2525BF%2525CF%252581%2525CF%252586%2525CF%25258E%2525CF%252583%2525CE%2525B5%2525CE%2525B9%2525CF%252582%252F%2525CE%2525B5%2525CE%2525BD%2525CE%2525B4%2525CE%2525BF%2525CF%252583%2525CF%252587%2525CE%2525BF%2525CE%2525BB%2525CE%2525B9%2525CE%2525BA%2525CE%2525AE-%2525CE%2525B5%2525CF%252580%2525CE%2525B9%2525CE%2525BC%2525CF%25258C%2525CF%252581%2525CF%252586%2525CF%252589%2525CF%252583%2525CE%2525B7-%2525CF%252583%2525CE%2525B5-%2525CE%2525B5%2525CF%252581%2525CE%2525B3%2525CE%2525B1%2525CE%2525BB%2525CE%2525B5%2525CE%2525AF%2525CE%2525B1-web2-0%252F%3B410%3B320 

คือเว็บในปัจจุบันที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเขียนบล็อก, แชร์รูปภาพ, ร่วมเขียนวีกี, แสดงความคิดเห็น, พูดคุย ถกเถียง นินทา ประจาน ใส่ร้าย ทั้งจากเจ้าของเว็บ หรือจากคนที่เข้ามาใช้งานเว็บ, หาแหล่งข้อมูลด้วยอาร์เอสเอส เพื่อฟีด มาอ่าน รวมทั้งกูเกิล เว็บยุค 2.0 จะให้ความสำคัญกับผู้เข้าชมเว็บ โดยที่ผู้เข้าชมเว็บจะมีส่วนร่วมต่อเว็บมากขึ้น ไม่ใช่แค่เข้ามาชมเว็บไซต์ที่เจ้าของเว็บจัดทำขึ้น ผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถสร้างข้อมูล (Content) ของเว็บไซต์ขึ้นมาได้เองหรือสามารถกำหนดคำสำคัญของเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องข้อมูล (tag content) ทำให้ข้อมูลในเว็บไซต์มีการ update และพัฒนา ปรับปรุงเร็ว กลายเป็นเว็บไซต์ ที่มีรูปแบบการสื่อสารแบบสองทาง

ลักษณะสำคัญของ web 2.0

· เป็นเว็บไซต์ที่เน้นบริการที่หลากหลายรูปแบบและตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น โดยมีการโต้ตอบระหว่างเจ้าของเว็บไซต์และผู้ใช้งาน ซึ่งผู้ใช้งานหรือสมาชิกที่เป็นบุคคลทั่วไป

· เป็นเว็บไซต์ที่พัฒนาให้ผู้ใช้สามารถสร้างเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ใช้ไม่ต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิค รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลไปยังเครือข่ายออนไลน์ที่ง่ายขึ้น 

· เนื้อหาส่วนใหญ่จะมีการจัดเรียง จัดกลุ่มเข้าหมวดหมู่และเป็นระบบมากกว่าเดิม 

ตัวอย่าง web 2.0 
Facebook
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมในอันดับที่ 6 รองจากเว็บไซต์ MySpace โดยมีรูปแบบเดียวกันคือ เป็นเว็บไซต์ลักษณะเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใช้เพื่อติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
สำหรับการใช้งาน Facebook ในช่วงเริ่มต้นจะเน้นการใช้งานเฉพาะนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเท่านั้น  ตอนนี้คนทั่วไปก็ได้นิยมใช้กันอย่างแผร่หลาย

WEB 3.0 คือ เว็บในยุคอนาคตอันใกล้ มีการพัฒนาต่อจากเว็บ 2.0 ความแตกต่างคือสร้างความฉลาดเทียมให้สิ่งไม่มีชีวิตใช้เป็นเครื่องมือช่วยคาดเดาพฤติกรรม วิเคราะห์ความต้องการของมนุษย์ เมื่อได้ข้อมูลนั้นมา ระบบจะประมวลผลอย่างมีเหตุผลพร้อมแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า สร้างสิ่งที่ต้องการให้ผู้ใช้เว็บไซต์มีการเชื่อมโยงเนื้อหาสัมพันธ์ที่มีความสัมพันธ์กันกับแหล่งข้อมูลอื่น ๆ เป็นเครือข่ายเดียวทั่วโลก มีการพัฒนารูปแบบที่มีมาตรฐานใช้ร่วมกันในแบบเอกซ์เอ็มแอล แต่อาจเกิดปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะบทความที่มีเป็นจำนวนมากและอาจไม่รู้ว่าแหล่งข้อมูลใดเป็นของเจ้าของอย่างแท้จริง ประกอบกับความไม่มั่นใจว่า ข้อมูลที่มีอยู่มากมายมหาศาลนั้น ข้อมูลใดมีคุณภาพ สิ่งหนึ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในยุค Web 3.0 คือ การแก้ไขปัญหาของข้อมูลหรือ Content ที่ไม่มีคุณภาพต่างๆ และพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลในเว็บให้ดีขึ้น

 Web 3.0 

https://www.google.com/search?q=web3.0&client=ms-android-samsung&biw=360&bih=592&tbm=isch&tbo=u&source=univ&sa=X&ei=fvfIVLqeLKO5mwW7qIHQAQ&ved=0CCsQ7Ak#imgrc=9LG4FgZ6knLZrM%253A%3BNRIbmng6tU7i_M%3Bhttp%253A%252F%252F4b-2012-01.bligoo.com.br%252Fmedia%252Fusers%252F19%252F985579%252Fimages%252Fpublic%252F227747%252Fweb30.jpg%253Fv%253D1338903516203%3Bhttp%253A%252F%252Fkaokaonopporn.blogspot.com%252F2013%252F05%252Fweb-20-web-30.html%3B400%3B371 
ได้รับการพัฒนามาจากแนวคิด Web 2.0 ซึ่งกำลังมีขนาดใหญ่มากขึ้นการพัฒนาแนวคิดของ Web 3.0 เพื่อต้องการให้มีระบบจัดการเว็บที่ดีขึ้นในรูปแบบของการใส่ Metadata ซึ่งเป็นการอธิบายความหมายของข้อมูลที่นำมาเสนอผ่านทางเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์จะทำหน้าที่ค้นหาข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการใช้งานให้กับผู้ใช้เอง และนำมาเสนออย่างเป็นระเบียบและถูกต้องตรงตามความต้องการแนวคิด Web 3.0 ได้มีการพัฒนามาเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบของ Web 2.0
มากกว่าบนพื้นฐานความรู้ใหม่ โดยจะเน้นการจัดการข้อมูลในเว็บไซต์มากขึ้น 

ตัวอย่าง web 3.0
AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นการสร้างความฉลาดให้ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถคาดเดาพฤติกรรม และวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้งานเว็บ ช่วยในการค้นหาข้อมูลซึ่งมีจำนวนมาก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุดนอกจากเทคโนโลยี Semantic Web และ AI แล้ว ยังมีการพัฒนาเว็บในยุค Web 3.0 โดยใช้เทคโนโลยีอื่นๆ 

ตารางเปรียบเทียบweb 1.0 2.0 3.0 


แหล่งข้อมูล
http://www.anantasook.com/web-technology-future-internet-web3-0/web3-0/

http://www.oreillynet.com/pub/a/oreilly/tim/news/2005/09/30/what-is-web-20.html

http://www.ecommerce-magazine.com/



วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

       การบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์


วิธีการดูแลรักษาแป้นพิมพ์(keyboard)
1.ปัดฝุ่นและทำความสะอาดเป็นประจำ
2.อย่าทำน้ำหกถูกแผงแป้นพิมพ์
3.คลุมผ้าทุกครั้งหลังการใช้งาน
วิธีการดูแลรักษาจอภาพ (Monitor)
1.ทำความสะอาดหน้าจอ
2.อย่านำแม่เหล็กเข้าใกล้จอภาพ
วิธีการดูแลรักษาเครื่องพิมพ์ (Printer)
1.ปิดเครื่องพิมพ์ทุกครั้งหลังใช้งาน
2.เมื่อกระดาษติดอย่ากระชากให้ค่อยๆดึงออก
วิธีการดูแลรักษาเมาส์ (Mouse)
1.ควรวางเมาส์ไว้ที่แผ่นรองเมาส์ทุกครั้ง
2.อย่ากระแทกเมาส์กับพื้น
3.ทำความสะอาดเมาส์บริเวณลูกกลิ้ง
วิธีการดูแลรักษาตัวเครื่อง (case)
1.ไม่ควรให้เครื่องอยู่บริเวณที่มีอุณหภูมิสูง
2.ไม่ควรทำน้ำหรืออาหารหกใส่เครื่อง
การดูแลรักษาแผ่นดิสก์ (Diskette)
1.ไม่ควรนำแผ่นดิสก์ไปไว้ในที่ที่มีความชื้นสูงหรือเปียก
2.ไม่ควรนำแผ่นดิสก์ไปเข้าใหล้กับวัตถุที่มีสนามแม่เหล็ก
3.ไม่ควรนำแผ่นดิสก์ไปวางไว้ในที่ที่มีอุณภูมิสูงหรือที่ที่มีแสงแดดส่องถึง
4.ไม่ควรขีดหรือเขียนสิ่งใดลงบนแผ่นดิสก์ถ้าจะต้องเขียนให้เขียนลงบนป้านที่มีชื่อไว้สำหรับติดบนแผ่นดิสก์
5.ไม่ควรงอแผ่นดิสก์ เพราะอาจจะทำให้แผ่นชำรุดและอาจจะทำให้ไม่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้
6.ห้ามนำแผ่นดิสก์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่กำลังอ่านข้อมูล
การดูแลรักษาแผ่นซีดี (Cd)
1.  ควรเก็บแผ่นซีดีไว้ในกล่อง เพื่อป้องกันฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ
2.  ไม่ควรขีดหรือเขียนสิ่งใดลงบนแผ่นซีดี เนื่องจากจะทำให้แผ่นซีดีเกิดรอยขีดข่วนและเสียหาย ใช้งานไม่ได้
3.  การจัดแผ่นซีดีที่ถูกต้อง ควรใช้น้วชี้หรือนิ้วกลางใส่ลงไปที่ช่องตรงกลางของ แผ่นแล้วใช้นิ้วอื่นจับตรงส่วนขอบของแผ่น ไม่ควรใช้มือจับบริเวณด้านหน้าหรือด้านหลังของแผ่นซีดี เนื่องจากคราบน้ำมันหรือสิ่งสรกปรกบนมืออาจทำให้แผ่นซีดีใช้งาน ไม่ดีเท่าที่ควร
4.  ไม่ควรงอแผ่นซีดี เนื่องจากแผ่นซีดีเป็นพลาสติดแข็งไม่มีความยืดหยุ่นซึ่งอาจจะ ทำให้แผ่นซีดีมีโอกาสแตกหักได้ง่าย
แหล่งที่มา :
 http://jsbg.joseph.ac.th/pm08/alesson/computer%20p1/__4.html

https://www.google.com/search?q=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C&client=ms-android-samsung&biw=360&bih=592&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ei=RfS8VKWNFMTn8AWavILgCw&ved=0CAcQ_AUoAQ#imgrc=shUUCzlkJ0i5MM%253A%3BWIzuV_eZMfZxtM%3Bhttp%253A%252F%252Fwww4.mns.ac.th%252F22149%252Fwp-content%252Fuploads%252F2013%252F11%252Fcomputer-care6.jpg%3Bhttp%253A%252F%252Fwww4.mns.ac.th%252F22149%252F%253Fp%253D43%3B640%3B480
                             DNS

 DNS  คือ ระบบ Domain Name System  นี้เป็นระบบจัดการแปลงชื่อไปเป็นหมายเลข IP address มีโครงสร้างฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นเพื่อใช้เก็บข้อมูลที่เรียกค้นได้อย่างรวดเร็ว
 การทำงานของระบบ DNS
การทำงานของระบบชื่อโดเมนนั้น  เริ่มต้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งทำหน้าที่เป็น  DNS Server ซึ่งทำงานด้วยซอฟแวร์พิเศษชื่อว่า  BIND ที่ทำหน้าที่ในการรับส่งข้อมูลระหว่าง  DNS Server  แต่ละเครื่องผ่าน  DNS  Photocal  เมื่อมีคำร้องขอให้สืบค้นหมายเลข ไอพี  อย่างไรก็ตาม  คำตอบที่  DNS Server  จะมีให้ก็ต่อคำร้องหนึ่งๆนั้นขันกับว่า  DNS Server  นั้นเป็น DNS Server
Dynamic DNS คืออะไร 
 เป็นระบบที่เก็บไอพีแอดเดรสกับโดเมนเนมของคอมพิวเตอร์ที่ได้ลงทะเบียนไว้ คอมพิวเตอร์ของเราสามารถแจ้งไอพีแอดเดรสที่เปลี่ยนแปลงทุกๆ ครั้ง ให้กับ DNS SERVER ของผู้ให้บริการ Dynamic DNS ผ่านทางโปรแกรมสำหรับแจ้งไอพีแอดเดรสอัตโนมัติ ผู้ใช้บริการเช่นNo-ip
แหล่งที่มา :
http://archive.mindphp.com/modules.php?name=News&file=article&sid=115

https://www.google.com/search?q=dns+%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD&client=ms-android-samsung&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ei=ie68VOebDdHf8AWK04HwDA&ved=0CAgQ_AUoAg&biw=360&bih=592#imgrc=_62XDq9yN2vxuM%253A%3Bep9R2qglXUffJM%3Bhttp%253A%252F%252Fwww.freebsd.sru.ac.th%252Fimages%252Fstories%252Ftechnology%252Fdns.jpg%3Bhttp%253A%252F%252Fwww.freebsd.sru.ac.th%252Findex.php%252Fdns-install%252F77-what-is-dns%3B400%3B200
              เทคโนโลยีที่น่าสนใจ 58 '

                              
                              Intel

https://satesila.wordpress.com/assignment/assignment-4/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2/

 Intel จะจัดส่งแท่นวางที่ใช้งานเทคโนโลยี WiGig wireless technology ซึ่งสามารถสตรีมมิ่งภาพความละเอียดสูง 4K ไปยังจอแสดงผล HD (high-definition display) โดย WiGig มีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูงกว่าเทคโนโลยี Wi-Fi 802.11n ถึง 10 เท่า และเร็วกว่า Wi-Fi 802.11ac ถึง 3 เท่า ซึ่งแท่นวางเทคโนโลยี WiGig มีข้อดีตรงที่ไม่จำเป็นต้องเสียบสาย HDMI หรือ DisplayPort เข้ากับเครื่องแลปท็อป แต่จะมีความเร็วในการโอนถ่ายไฟล์ข้อมูลไปยังอุปกรณ์ภายนอกด้วยความเร็วเทียบเท่ากับ USB 3.0 เลยทีเดียว

แหล่งที่มา: www.pcworld.com

http://news.siamphone.com/news-18840.html
               การโจมตีบนระบบเครือข่าย
รูปแบบการโจมตีและการป้องกันเครื่องมือที่ใช้โจมตีแบบ DDoS มีใช้กันอย่างมานานหลายปีแล้ว บรรดาผู้ผลิตต่างก็มีวิธีป้องกันการโจมตีเช่นเดียวกัน รูปแบบการโจมตีที่นิยมใช้กันก็มีอย่าง SYN flood, UDP flood, ICMP flood, Smurf, Fraggle เป็นต้น ซึ่งจะได้ศึกษาในรายละเอียดและวิธีป้องกันกันต่อไป
ตัวอย่างการโจมตีรูปแบบ
1 แพ็กเก็ตสนิฟเฟอร์ ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ส่งผ่านเครือข่ายจะถูกแบ่งย่อยเป็นก้อนเล็ก ๆ เรียกว่า Packet แอพพลิเคชันหลายชนิดจะส่งข้อมูลโดย Encryption หรือในรูปแบบ  Clear Text ดังนั้น ข้อมูลอาจจะถูกคัดลอกและโพรเซสโดยแอพพลิเคชันอื่นก็ได้
2   IP Spoonfing หมายถึง การที่ผู้บุกรุกอยู่นอกเครือข่ายแล้วแกล้งทำ เป็นว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้ (Trusted) โดยอาจจะใช้ไอพีแอดเดรสเหมือนกับที่ใช้ในเครือข่าย หรืออาจจะใช้ไอพีแอดเดรสข้างนอกที่เครือข่ายเชื่อว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้ 
3   Password Attacks หมายถึงการโจมตีที่ผู้บุกรุกพยายามเดารหัสผ่านของผู้ใช้คนใดคนหนึ่ง ซึ่งวิธีการเดานั้นก็มีหลายวิธี เช่น บรู๊ทฟอร์ช (Brute-Force) ,โทรจันฮอร์ส (Trojan Horse) , ไอพีสปูฟิง , แพ็กเก็ตสนิฟเฟอร์ เป็นต้น การเดาแบบบรู๊ทฟอร์ช หมายถึง การลองผิดลองถูกรหัสผ่านเรื่อย ๆ จนกว่าจะถูก บ่อยครั้งที่การโจมตีแบบบรู๊ทฟอร์ชใช้การพยายามล็อกอินเข้าใช้รีซอร์สของเครือข่าย 
4  Man-in-the-Middle

การโจมตีแบบ Man-in-the-Middleผู้โจมตีต้องสามารถเข้าถึงแพ็กเก็ตที่ส่งระหว่างเครือข่ายได้ เช่น ผู้โจมตีอาจอยู่ที่ ISP สามารถตรวจจับแพ็กเก็ตที่รับส่งระหว่างเครือข่ายภายในและเครือข่ายอื่น ๆ โดยผ่าน ISP การโจมตีนี้จะใช้ แพ็กเก็ตสนิฟเฟอร์เป็นเครื่องมือเพื่อขโมยข้อมูล หรือใช้เซสซั่นเพื่อแอ็กเซสเครือข่ายภายในวิเคราะห์การจราจรของเครือข่าย
5 การโจมตีแบบ DOS

การโจมตีแบบ DOS Denial-of Service  หมายถึง การโจมตีเซิร์ฟเวอร์โดยการทำให้เซิร์ฟเวอร์ไม่สามารถให้บริการได้ ปกติจะทำโดยการใช้รีซอร์สของเซิร์ฟเวอร์จนหมด หรือถึงขีดจำกัดของเซิร์ฟเวอร์ ตัวอย่างเช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ และเอฟทีพีเซิร์ฟเวอร์ การโจมตีจะทำได้โดยการเปิดการเชื่อมต่อ (Connection) กับเซิร์ฟเวอร์จนถึงขีดจำกัดของเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ผู้ใช้คนอื่น ๆ ไม่สามารถเข้ามาใช้บริการได้
6 โทรจันฮอร์ส เวิร์ม และไวรัส  หมายถึง  โปรแกรมที่ทำลายระบบคอมพิวเตอร์โดยแฝงมากับโปรแกรมอื่น ๆ เช่น เกม สกรีนเวฟเวอร์ เป็นต้นค้นข้อมูลมาจาก
.....................